ถ้าต้องการเห็นภาพหน้าตาที่ชัดเจน อาจลองแกะรถวิทยุบังคับออกมาที่ส่วนใหญ่จะใช้ Brush Motor DC แต่ทั้งนี้ Brush Motor มีจุดอ่อนเมื่อตัวแปรงถ่านเกิดการสึกหรอ จะทำให้มอเตอร์ไม่สามารถใช้งานได้
จึงมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มความทนทานมากขึ้น จนเกิดเป็น Brushless Motor DC ที่นำตัวแปรงถ่านออกไป
Brushless Motor DC จึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1960 และมีการพัฒนามาจนถึงปี 1970 จนในปี 1980 ที่มีการใช้ Brushless Motor DC มากขึ้น โดยในช่วงแรกๆ จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรม ประกอบกับข้อดีของ Brushless Motor DC คือ มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า Brush Motor DC
และในปี 1990 ตัว Brushless Motor DC มีการพัฒนาเพื่อให้สามารถใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นและ มีราคาที่ถูกลง อาทิ การนำมาใช้ในรถวิทยุบังคับ เครื่องบินบังคับ เป็นต้น
จนถึงปี 2000 มีการนำ Brushless Motor DC มาใช้ในรถยนต์ครั้งแรก โดยนำมาใช้กับรถยนต์ที่เป็นพลังงาน Hybrid เนื่องจาก Brushless Motor DC ให้กำลังดีแต่มีรอบไม่สูง จึงเหมาะสมที่จะนำมาใช้กับเทคโนโลยี Hybrid ในการช่วยการออกตัว
จึงเกิดรถยนต์ที่นำมอเตอร์ไฟฟ้ามาผสมเป็นครั้งแรกของโลกกับเทคโนโลยี Hybrid ดังนั้นในช่วงเวลาปี 2000 ที่คนได้ลองทำต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าออกมา โดยส่วนใหญ่ก็จะใช้ Brushless Motor DC ที่สามารถวิ่งไฟฟ้าได้ แต่มีข้อเสียในเรื่องของความเร็วยังไม่สูงมาก มีสมรรถนะที่ไม่ค่อยดี และกินพลังงานค่อนข้างมาก
เมื่อมาถึงยุครถยนต์ไฟฟ้าที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2010 เริ่มมีการทำรถยนต์ไฟฟ้าออกมาและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีเป็น AC Motor หรือมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ สาเหตุที่ต้องใช้เป็น AC มอเตอร์ เพราะว่าเมื่อเป็น AC Motor ไฟ 3 เฟส ที่จะมีแรงในการรับไม้ต่อกัน 3 เฟส ช่วยกันวงละ 120 องศา แต่ถ้าเป็น DC จะต้องรอให้ครบรอบ แล้วถึงค่อยผลักออก แต่สำหรับ AC Motor เมื่อครบ 1/3 รอบ จะสามารถ ผลักออกได้เลย ทำให้เกิดสมรรถนะเสี้ยววินาทีที่ดีมากกว่า จึงนิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2010
ซึ่งมอเตอร์ไฟฟ้าที่คุ้นเคย คือ มอเตอร์ไฟฟ้าชนิด Permanent – Magnet Synchronous Motor (PMSM)
เป็นการผสมผสานเหมือนกับ Brushless Motor DC คือ ตัวแม่เหล็กถาวรจะอยู่ที่ Rotorตัวแกนหมุน ส่วนแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะอยู่ที่ตัว Stator แต่เปลี่ยนจาก DC มาเป็น AC 3 เฟส ทำให้หมุนเวียนถี่มากขึ้น
จนกลายเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปตามท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็น ORA Good Cat, MG ZS EV หรือ BYD โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็น Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM)
จึงไม่นิยมใช้อย่างแพร่หลาย แต่จะใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาค่อนข้างสูง อย่างเช่น Tesla Model S และ Model X จะเป็น Induction Motor ส่วน Tesla ถ้าเป็น Tesla Model 3 หรือ Model Y จะใช้เป็น Switched Reluctance Motor (SRM) และ Permanent Magnet Synchronous Motor (PMSM) ซึ่ง Switched Reluctance Motor (SRM) จะเป็นมอเตอร์ที่เปลี่ยน Rotor จากแม่เหล็กถาวร หรือขดลวกไฟฟ้าเหนี่ยวนำ มาเป็นเหล็กธรรมดาที่ถูกออกแบบรูปร่างเป็นสนามแม่เหล็ก ส่งผลให้มีราคาถูกลง ส่วน Stater จะเป็น ขดลวดไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ทำให้ประหยัดต้นทุนลงมา จึงเหมาะสมสำหรับกับการผลิตจำนวนมากและมีราคาที่ไม่สูง อย่าง Tesla ที่เป็น Model 3 หรือ Model Y เป็นต้น