AVATR 07 แตกต่างจากรุ่นพี่ AVATR 11 อย่างไร?
AVATR 07 นับเป็นรถไฟฟ้าพรีเมียมรุ่นน้องที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดประเทศไทย โดยมีดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับ AVATR 11 รุ่นพี่ โดยเฉพาะสไตล์ที่ล้ำยุคแบบ UFO ดูโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ชัดเจน ซึ่งเวลาที่นำมาจอดเทียบกันแล้วเห็นว่าขนาดตัวรถทั้งสองรุ่นไม่แตกต่างกันมากนักเพียงเล็กน้อย ในรูปแบบของ BSUV หรือ Compact SUV ที่ออกแบบให้ดูสปอร์ตและทันสมัย
ความยาวตัวรถ AVATR 07 จะสั้นกว่า AVATR 11 เพียง 6 ซม. แต่ด้วยการออกแบบที่พริ้วไหวทำให้รถรุ่นเล็กดูสปอร์ตกว่า ในขณะที่ AVATR 11 จะดูสง่าและเหมาะกับผู้บริหารที่ชอบนั่งเบาะหลังมากกว่า
ดีไซน์และเทคโนโลยีที่โดดเด่น
หนึ่งในจุดเด่นของ AVATR 07 คือการใช้กล้องแทนกระจกมองข้าง และมีกล้องรอบคันถึง 11 ตัว เพื่อใช้คำนวณตัวรถอย่างแม่นยำ โดยมีกล้อง Ultrasonic อีก 12 ตัวช่วยในการตรวจจับระยะทาง ทำให้ช่วยถอยจอดหรือขับขี่ปลอดภัยขึ้นมาก นอกจากนี้ยังมีกล้องและเรดาร์ติดตั้งในตำแหน่งต่างๆ ช่วยทำให้รถมีระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ฉลาดอย่างแท้จริง
ตัวกระจกมองหลังใน AVATR 07 ก็เป็นกล้องเช่นกัน พร้อมกับดีไซน์ที่เน้นความสปอร์ตมากกว่าแบบดั้งเดิม ส่วนกุญแจของรถรุ่นนี้เป็นแบบ Smart Key ที่ชาร์จแบตได้ ไม่ต้องเปลี่ยนถ่าน และสามารถดูระดับแบตเตอรี่กุญแจได้ในแอปพลิเคชันได้เลย
แบตเตอรี่และประสิทธิภาพการขับขี่
AVATR 07 ใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออนฟอสเฟต (LFP) ความจุ 82 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งมีข้อดีคือความทนทานและอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าแบบ NMC ใน AVATR 11 โดยใช้แบตเตอรี่จากผู้ผลิตชั้นนำอย่าง CATL และ Huawei รองรับการชาร์จที่รวดเร็วแบบ DC สูงสุด 420 กิโลวัตต์ ทำให้ชาร์จแบตได้ไวมาก เพียง 7 นาทีจากแบตเตอรี่ 62% ก็ขึ้นถึง 80% ซึ่งเพียงพอสำหรับการเดินทางไกล
รุ่นนี้มีสองรุ่นหลักคือ MAX ซึ่งมอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง ให้กำลังสูงสุด 338 แรงม้า ขับได้ระยะทางประมาณ 575 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC และ Ultra มอเตอร์คู่ขับเคลื่อนสี่ล้อ กำลังรวม 589 แรงม้า วิ่งได้ประมาณ 545 กิโลเมตร
ความแตกต่างของช่วงล่าง MAX vs ULTRA
ช่วงล่างของ AVATR 07 รุ่น MAX จะใช้ระบบคอยสปริงคู่หน้าและมัลติลิงค์หลังเช่นเดียวกับ AVATR 11 ส่วนรุ่น ULTRA จะติดตั้งช่วงล่างถุงลมแบบแปรผัน (Adaptive Air Suspension) สามารถปรับความแข็งของช่วงล่างตามความเร็วรถได้ ลดแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่า เพิ่มความนุ่มนวลและความสปอร์ตในเวลาเดียวกัน ราคาของรุ่น MAX เปิดตัวที่ 1,659,000 บาท ขณะที่รุ่น ULTRA เปิดตัวที่ 1,859,000 บาท ต่างกัน 200,000 บาทเท่านั้น
นอกจากนี้ในรุ่น ULTRA จะมาพร้อมล้อขนาด 21 นิ้วและระบบเสียง Pioneer 25 ตำแหน่ง ในขณะที่รุ่น MAX จะเป็นล้อ 20 นิ้วและลำโพง 16 ตำแหน่ง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบคุณภาพเสียงที่ดีและสมรรถนะสูง
การเช็คระยะและการบำรุงรักษา
สำหรับ AVATR 07 มีการเช็คระยะทุก 1 ปี หรือทุก 20,000 กิโลเมตร โดยฟรีค่าแรงฟรี 6 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร แต่จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับค่าสลับยาง ถ่วงล้อตามระยะทาง ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2,900 บาทต่อครั้ง และการบำรุงรักษาใหญ่ที่ 60,000 กิโลเมตรจะประมาณ 5,900 บาท โดยรวมค่าบำรุงรักษาใกล้เคียงกับรุ่น AVATR 11 ซึ่งใช้แพลตฟอร์มและขนาดที่ใกล้เคียงกัน
ประสบการณ์การใช้งานจริงและรีวิวเพิ่มเติม
ทีมงานได้ทดลองขับ AVATR 07 จากกรุงเทพฯ ไปยังขอนแก่น แวะชาร์จที่ PT ปากช่อง โดยใช้เวลาชาร์จเร็วมากเพียง 7 นาที เพื่อขึ้นจาก 62% เป็น 80% แสดงถึงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และระบบชาร์จใหม่ที่ในรถรุ่นนี้
นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสทัวร์และพูดคุยกับผู้ใช้ที่ขอนแก่น และได้สังเกตว่ารถได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในกลางวันและกลางคืน ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่
ในช่วงกลางคืน ทีมงานได้ใช้ระบบช่วยขับขี่ semi-autonomous พร้อมกล้องรอบคันและระบบเซ็นเซอร์ช่วยเบรกอัตโนมัติ ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่
โดยสรุป AVATR 07 ถือเป็นตัวเลือก EV พรีเมียมที่คุ้มค่าด้วยสมรรถนะ เทคโนโลยี และราคาที่จับต้องได้ เหมาะทั้งผู้ที่ชอบความสปอร์ตขับเอง หรือใครที่อยากได้รถไฟฟ้ารูปทรงล้ำยุค มีความปลอดภัยสูง และบริการหลังการขายครบถ้วน
หากชอบคลิปนี้สามารถดูได้ทางด้านล่างนี้ ขอฝาก กด LIKE กด SHARE กด SUBSCRIBE ที่ช่องของพวกเราด้วยนะครับ
