อุตสาหกรรมดาวรุ่งรับกระแส EV!! หุ่นยนต์ พลังงานใหม Ai นวัตกรรมอันไหนเติบโต!? โอกาสอยู่ตรงไหนบ้าง!?

           ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาโลกร้อนที่อุณหภูมิสูงขึ้น จากการพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้ปัจจุบันน้ำแข็งขั้วโลกละลาย
ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น รวมทั้งอุณหภูมิmujจ่อเพิ่มขึ้น 1.5 องศาภายในปี 2027

         หลาย ๆ คน บอกว่าจะต้องหยุดยั้งไม่ให้โลกอุณหภูมิสูงขึ้นไม่งั้นสิ่งมีชีวิตจะอยู่ไม่ได้ โดยในบางพื้นที่
ประสบอุทกภัย หรือบางพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมากก่อน

         สาเหตุหลักที่สำคัญ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้นำหลาย ๆ ประเทศ และบริษัทใหญ่ด้านเทคโนโลยีต่างมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องมาช่วยกันพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีออกมาให้กลายเป็น Mega trend ระดับโลก

เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมี ดังนี้

อย่างที่ 1 เรื่องของพลังงานสะอาด หรือ Energy Transition Solutions

          ที่หลาย ๆ ประเทศพยายามจะผลักดันเรื่องการใช้พลังงานสะอาด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการพึ่งพาใช้
พลังงานจากฟอสซิลค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ หรือน้ำมัน ที่ส่งผลเสียอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของสภาวะทางอากาศ หรือโลกร้อนขึ้น คิดภาพจากการเอาน้ำดำ ๆ ที่อยู่ใต้ผืนดิน ซึ่งเกิดจากการทับถมของซากพืชและสัตว์มาพันล้านปี แล้วดูดขึ้นมาทำการเผาไหม้

          ถึงขนาดที่ นาย Elon Musk ยังบอกว่าสิ่งที่มนุษย์ทำโง่เขลาที่สุดในการดึงฟอสซิลขึ้นมาแล้วมาเผาไหม้
เนื่องจากว่าได้ประโยชน์ที่ค่อนข้างน้อย แต่มีผลกระทบค่อนข้างมากที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้ จากการที่โลกร้อนขึ้นและเป็นมลพิษทางอากาศ

          ดังนั้นการใช้พลังงานสะอาดจึงเป็นทางออกที่หลาย ๆ ประเทศควรที่จะผลักดันและมุ่งไป ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานสะอาดจะมีพลังงานจากลมที่เริ่มเป็นที่นิยม และพลังงานจากแสงอาทิตย์อย่างโซล่าเซลล์ ที่ราคามีแนวโน้ม
จะถูกลงอย่างต่อเนื่อง

          และเทคโนโลยีพลังงงานสะอาดในอนาคตจะถูกลงมากกว่าพลังงานจากฟอสซิล ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงเทคโนโลยีของโซล่าเซลล์ อย่าง Perovskite Solar Cells ที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปริมาณจำนวนค่อนข้างมากกว่าเทคโนโลยี
โซล่าเซลล์ในปัจจุบัน

          ประกอบกับมีเรื่องของเทคโนโลยีไฮโดรเจนที่หลาย ๆ ประเทศเริ่มผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน อย่าง ประเทศจีนและยุโรป ที่มีการพึ่งพาการใช้พลังงานไฟฟ้าจากไฮโดรเจน เพราะว่าสามารถเก็บพลังงานได้ค่อนข้างมากและ
เป็นพลังงานสะอาด

         รวมกระทั่งเรื่องของ Energy Storage ที่หลาย ๆ ประเทศเริ่มมีการลงทุนเรื่องของการเก็บกักพลังงาน
เพราะเมื่อมีการผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียน ถ้าไม่มีที่กักเก็บจะอยู่ได้ไม่นาน

          จึงเริ่มลงทุนในเรื่องของ Energy Storage ไม่ว่าจะเป็น Tesla Megapack หรือในบางประเทศอย่างอเมริกา
ที่ใช้  Tesla Powerwall ที่หากเกิดเหตุการณ์ไฟตก หรือเกิดรังสีความร้อน ที่ไฟฟ้าไม่สามารถทำการจ่ายได้
ดังนั้นหลายบ้านจะดึงไฟฟ้าออกมาจาก Powerwall เพื่อมาใช้งาน และถ้าหากมีพลังงานไฟฟ้าเหลืออยู่ สามารถส่งให้กับบ้านอื่นได้

         รวมทั้งมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่จะเห็นได้ว่าแบตเตอรี่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด อย่างแบตเตอรี่กราฟีน และแบตเตอรี่โซเดียมที่หลาย ๆ ประเทศพยายามทำให้ต้นทุนถูกลง

           และนี่คือเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในเรื่องของการจัดการพลังงานและการใช้พลังงานตามบ้าน ซึ่งมีแนวโน้มที่จะหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างที่ 2 เรื่องของหุ่นยนต์ (Robotic)

           จากเทรนด์เรื่องของหุ่นยนต์ที่เข้ามามีบทบาทในมนุษย์มากขึ้น ที่จะเน้นในเรื่องของการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่ามนุษย์ในงานที่ทำแบบซ้ำ ๆ เพื่อลดการสิ้นเปลือง ซึ่งหุ่นยนต์จะทำได้ค่อนข้างแม่นยำมากกว่า
           อย่างในอุตสาหกรรมที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีการใช้หุ่นยนต์ทำงานมากที่สุด คือ Tesla ที่ใช้หุ่นยนต์ใน
การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากแรงงานคนทำงานได้ช้า จึงเปลี่ยนมาใช้หุ่นยนต์แทน และหุ่นยนต์สามารถสร้าง Productivity ได้ จะเห็นได้จาก Tesla ที่สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน โดยจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที
ส่งผลให้สัปดาห์หนึ่งสามารถผลิตได้ถึง 5,000 คันต่อสัปดาห์ ถือว่าเป็นปริมาณค่อนข้างมาก

          นอกจากนี้ในอนาคตโรงงานจะมุ่งสู่การใช้หุ่นยนต์มากขึ้นเพื่อกลายเป็น Smart Factory ที่ 1 คนสามารถคุมโรงงานได้ 1 โรงงาน จากการใช้หุ่นยนต์

           และปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีหุ่นยนต์มีความก้าวหน้ามากขึ้น สิ่งที่จะตามด้วยกัน คือ เรื่องของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial intelligence) ที่ทำให้หุ่นยนต์มีความฉลาดและสามารถเข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้น
รวมทั้งสามารถคิดและทำการตัดสินใจได้เองไม่แพ้กับมนุษย์ และอาจจะทำได้ดีมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ

           ดังนั้นหุ่นยนต์จึงมีบทบาทในเรื่องที่จะมาช่วยเหลือมนุษย์ อย่าง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Tesla ที่เริ่มทำขึ้นมา โดยมีความคิดที่ว่ามนุษย์จะมีความต้องการให้หุ่นยนต์มาเป็นผู้ช่วยอย่างแน่นอน

          หรือบางงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ อย่างเรื่องของการส่งของ ตัวหุ่นยนต์สามารถประเมินแล้วก็บินไปส่งของได้
อย่างหุ่นยนต์โดรนที่ได้เริ่มทำแล้ว

         รวมทั้งในบางร้านอาหารที่เริ่มมีการใช้หุ่นยนต์สำหรับการเสิร์ฟอาหาร

          หรือหุ่นยนต์ที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย อย่างหุ่นยนต์ SR1

          จะสามารถกำหนดเส้นทางการตรวจตราความปลอดภัยภัย โดยจะเก็บภาพแล้วทำการประเมินถึงสิ่งผิดปกติและมาประมวลผลด้วย AI หากเจอจุดที่เกิดปัญหาก็จะแจ้งเตือนไปยังผู้ดูแล

         ดังนั้นในอนาคตงานที่เป็นงานซ้ำ ๆ หรืองานที่ไม่ได้สร้างประสิทธิภาพให้กับผู้คน ตัวหุ่นยนต์จะเข้ามามี
บทบาทมากขึ้นอย่างแน่นอน

อย่างที่ 3 นวัตกรรมสีเขียว (Green Innovation Building)

          หรือนวัตกรรมสีเขียวเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างและอาคาร จากข้อมูลองค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency : IEA) บอกว่าปัจจุบัน

         ส่วนที่ 1 การก่อสร้าง
        ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 27% ของทั้งหมด โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นอุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้างที่
ปล่อยมากถึง 40%

          เรื่องของการทำสิ่งปลูกสร้างในอนาคตข้างหน้า ควรจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ โดยวัสดุที่ใช้จะต้องเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเป็นวัสดุที่ได้จากการรีไซเคิล หรือกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาค่อนข้างต่ำ จะเน้นเป็นกลุ่มที่เป็นวัสดุที่มาจากการผลิตที่มี
Green Technology หรือ Green Innovation

          ส่วนที่ 2 การสร้างบ้าน 
         ที่การสร้างบ้านสมัยใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นและลดของเสีย ปัจจุบันมีเทคโนโลยีเรื่องของ
3D Printing ที่เข้ามามีบทบาท หลายคนอาจจะเคยเห็นที่ต่างประเทศที่ปริ้นบ้านออกมา ซึ่งในตอนนี้สามารถ
ทำออกมาได้เรียบร้อยแล้วและมีบ้านที่คนมาอาศัยอยู่เรียบร้อยแล้ว

          หรือการใช้บ้านที่เป็นการผลิตชิ้นส่วนสำเร็จรูปออกมาเป็นชิ้น ๆ แล้วนำมาประกอบเป็นบ้านขึ้นมา จะช่วย
ลดของเสีย อย่างบางคนที่จ้างช่างมาสร้างบ้านย่อมจะมีของเหลือวัสดุจำพวกเหลือปูนที่เป็นขยะที่ใช้ในการสร้างบ้าน
จะต้องกำจัดทิ้ง

         อย่างที่ 3 การรักษาอุณหภูมิภายในบ้าน
        เพื่อให้บ้านมีอากาศที่เย็นสบาย จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิภายในบ้าน จะมีเรื่องของการฉนวน กำแพง และหลังคา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าอุณหภูมิภายในบ้านร้อนอบอ้าว จะต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ และมีการใช้ไฟฟ้า
โดยเฉพาะยิ่งถ้ามีการใช้รถไฟฟ้า จะส่งผลให้ค่าไฟฟ้ายิ่งแพงมากขึ้น

           ดังนั้นเรื่องของเทคโนโลยีในการสร้างบ้านที่เป็น Green Innovation จะต้องเริ่มทำตั้งแต่เรื่องของ
การสร้างวัสดุและสาธารณูปโภคภายในบ้าน ถึงจะนับว่าเป็น Green Innovation Building หรือนวัตกรรม
สำหรับสิ่งปลูกสร้างอย่างแท้จริง

อย่างที่ 4 Smart Living

           เมื่อกล่าวถึงสิ่งปลูกสร้างอาคารเรียบร้อยแล้ว ส่วนของการอยู่อาศัยจะมีเรื่องของ IoT เข้ามาเกี่ยวข้อง
ในความเป็นจริงเรื่อง IoT ไม่ใช่เรื่องใหม่ คือ การจัดการสั่งเปิด/ปิดไฟ หรือเปิด/ปิดแอร์ เผื่อบางทีเจ้าของอาจ
ลืมควบคุมผ่านมือถือ

          รวมทั้ง IoT มีมาก่อนรถยนต์ไฟฟ้า แต่เมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มเข้ามา ทำให้หลายคนให้ความสนใจเรื่องของ
ค่าไฟในบ้าน ซึ่งระบบ Smart Living จะมาช่วยในการประหยัดพลังงาน เพราะจะเข้าไปควบคุมดูแล
          อย่างกรณีที่เราเผลอลืมปิดไฟ หรือมีระบบที่ไม่จำเป็น ระบบ Smart Living จะสั่งปิดโดยอัตโนมัติ และด้วยเทคโนโลยีเรื่องของ AI และ Big Data ที่มาพร้อมกันที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้อยู่อาศัย เช่น เวลาที่เข้าบ้าน ช่วงเวลาที่เปิดแอร์ เป็นต้น
          สุดท้าย ระบบ Smart Living จะให้คำแนะนำว่าค่าไหนที่ประหยัดไฟฟ้ามากที่สุด ซึ่งจะมีการเชื่อมกับ
ระบบการผลิตไฟฟ้าอย่างโซล่าเซลล์ ดังนั้นเทคโนโลยีของ Smart Living จะมีความฉลาดมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างที่ 5 ด้านสุขภาพและการแพทย์ (Health and Medical)

           หลังจากมีบ้านที่ดีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถประหยัดพลังงานและประหยัดค่าไฟ สิ่งที่ตามมา คือ
เรื่องของสุขภาพและการแพทย์ จากเทคโนโลยี AI และ IoT เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นที่เชื่อมต่อกับ Smart Living และคนมีอุปกรณ์ Smart Watch หรือ Smartware ทั้งหลาย ที่สวมใส่ได้

           จะมีการเก็บข้อมูลของผู้ส่วนใส่ เพื่อมาคาดการณ์เรื่องของสุขภาพและที่อยู่อาศัย โดยจะเชื่อมต่อกับ
ระบบ Smart Living  อย่างช่วงที่ผ่านจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ที่บางคนเดินทางไป
ต่างประเทศแลกลับมาปล่อยเชื้อในบ้าน ปัจจัยที่สำคัญ คือ เรื่องของอากาศ ดังนั้นระบบจะเชื่อมต่อกับแอร์
ซึ่งแอร์ในปัจจุบันจะไม่ได้เป็นแค่แอร์ในเรื่องของประหยัดไฟฟ้า แต่จะสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ซึ่งพอตรวจพบ
ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรค จะสั่งให้ปล่อยออกซิเจนออกมาเพื่อฆ่าเชื้อโรคในอากาศ หรือมีการปรับอุณหภูมิที่
เชื้อโรคไม่สามารถอยู่ได้ ถือว่าเป็นความฉลาดจากระบบ Smart Living ที่โคกับระบบแอร์ หรือระบบที่เป็นเรื่องของ Health and Medical

            และเริ่มมีการใช้ตามบ้านและโรงพยาบาล ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จะเริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มของสุขภาพและการแพทย์ที่กำลังเข้ามาในประเทศไทย

          สรุป สำหรับ 5 เทรนด์มาแรงเมื่อรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโต ในส่วนของสิ่งอื่น ๆ เรื่องของเทคโนโลยีที่
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมจะมีความต้องการมากขึ้น จากเทรนด์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในเรื่องของ
ในเรื่องของพลังงานสะอาดที่สำคัญ สิ่งปลูกสร้าง Robotic ระบบ Smart Living จนกระทั้งการแพทย์และสุขภาพ 

จะมีเรื่องของเทคโนโลยีที่ใช้ AI และ Big Data ที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พอมาถึงยุคที่คนต้องใช้ทุกอย่าง
จะมีการเชื่อมโยงถึงกันหมด ส่งผลให้มีความสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตที่มากขึ้นกว่าแต่ก่อน

         คุณสามารถดูเรื่องนี้ได้จากคลิปด้านล่าง และภ้าหากคุณชอบคลิปนี้ขอฝาก กดLIKE กด SHARE
กด SUBSCRIBE ที่ช่องของพวกเราด้วยนะครับ

Share

FOLLOW US


WELLDONE GUARANTEE

452 Pecthkraseam Rd. Laksong Bangkhae, Bangkok 10160
Email : welldone.guarantee@gmail.com Tel. 0889415944

Copyright © 2022 EV GUARANTEE All rights reserved.