รถ EV จีนจะครองโลก!! ทำไมค่ายญี่ปุ่นแชมป์รถยนต์แต่ดันตกขบวนรถอีวี? แล้วจะกลับมาได้รึป่าว?

          หากกล่าวถึงการส่งออกรถยนต์ไปทั่วโลกในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่ามีค่ายรถที่ครองแชมป์มา
อย่างยาวนาน คือ ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแบรนที่รู้จักกันดี คือ Toyota, Honda, Mitsubishi และNissan
แต่ในปัจจุบันค่ายรถญี่ปุ่นได้เสียตำแหน่งแชมป์ให้กับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          ล่าสุดที่มีข้อมูลของยอดการส่งออกรถยนต์จากประเทศจีน
          ในช่วงไตรมาสแรก (ม.ค. – มี.ค.) ของปี 2023 มียอดส่งออกอยู่ที่ 1.07 ล้านคัน เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้าจะเพิ่มขึ้น 58%

          ในขณะเดียวกันที่ค่ายรถญี่ปุ่น มียอดการส่งออกอยู่ที่ 954,185 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นเพียง 6% เท่านั้น

         จากกระแสเรื่องของรถยนต์พลังงานใหม่ โดยเฉพาะค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่ได้รับความนิยม
อย่างมาก เป็น Mega Trend ของโลก แตกต่างจากรถญี่ปุ่นที่มียอดขายลดลง เพราะคนที่ใช้รถยนต์ไฮบริดเปลี่ยนใจหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทน

          ทางค่ายรถญี่ปุ่นมีการปรับตัวที่ล่าช้า และมีความเสี่ยงที่จะตกเทรนด์เรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า ถึงแม้ว่าจะมี
การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าตามหลัง

          ปัจจุบันเมื่อมองที่ตลาดหลักของค่ายรถญี่ปุ่น คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางค่ายญี่ปุ่นมีการนำรถยนต์
ไฮบริดเข้าไปทำการตลาด ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก ในช่วงล่าสุด 40% ของคนที่ใช้รถยนต์ค่ายญี่ปุ่น
มีความต้องการจะเปลี่ยนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ทางรถญี่ปุ่นไม่มีการขายรถยนต์ไฟฟ้า จึงหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla แทน เนื่องจากว่าราคารถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla สามารถจับต้องได้ มีการผลิตได้ในปริมาณจำนวนมาก และมีเทคโนโลยีที่ดี ทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นต้องเสียตลาดคู่ค้าขนาดใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาไปส่วนหนึ่ง

          ส่วนตลาดของประเทศจีน สำหรับคนที่มีความต้องการจะซื้อรถยนต์คันใหม่ จะหันมาเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า
หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด แต่ทางค่ายญี่ปุ่นไม่ได้รองรับในตลาดส่วนนี้ ส่งผลให้มีการสูญเสียยอดขาย
           เป็นผลทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนเริ่มผงาดขึ้นมา จากราคาที่สามารถเข้าถึงได้และมีเทคโนโลยีที่
ทำออกได้เป็นอย่างดี ทำให้ค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นถูกทดแทนที่ละส่วนมากขึ้น

          วิวัฒนาการของค่ายรถจากประเทศจีนมีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อปี 2022 จะเห็นได้ว่ายอดขายขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโลก ที่แซงประเทศเยอรมนี จากผู้ส่งออกรถยนต์ และในช่วงไตรมาสแรกของ
ปี 2023 สามารถขึ้นมาเป็นแชมป์เรียบร้อยแล้ว

          จะเห็นได้ว่าค่ายรถของประเทศจีนมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมทั้งประเทศจีนได้รับแรงหนุนจาก
ประเทศรัสเซีย ในปัจจุบันประเทศรัสเซียมีการทำสงครามกับประเทศยูเครน ทำให้มีการคว่ำบาตรประเทศรัสเซียจากประเทศต่าง ๆ อาทิ ค่ายรถ Toyota ของประเทศญี่ปุ่น และรถ Volkswagen ของยุโรป ที่มีการถอนแบรนด์ออกจากประเทศรัสเซีย

          ดังนั้นค่ายรถจากประเทศจีนเล็งเห็นโอกาสจึงเข้าไปทำตลาดที่ประเทศรัสเซีย โดยมีการส่งแบรนด์รถ CHERY และ GWM (Great Wall Motor) ส่งออกไปประเทศรัสเซียร่วม 140,000 คัน ส่งผลให้ช่วงครึ่งปี (ม.ค. – มิ.ย.)
ของปี 2023 มียอดส่งออกของค่ายรถจากประเทศจีนเกิน 2 ล้านคันเรียบร้อยแล้ว

         รายละเอียดยอดการส่งออกรถยนต์ของประเทศจีน โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามียอดการส่งออกอยู่ที่
2.14 ล้านคัน จะได้ว่าการวิวัฒนาการของรถยนต์จากประเทศจีนมีการปรับปรุงและออกแบบมีความล้ำสมัยมากขึ้น มีฟังก์ชั่นที่สามารถตอบโจทย์ต่อการใช้งาน รวมทั้งราคาที่สามารถเข้าถึงได้ จะเหมือนกับค่ายรถญี่ปุ่นเมื่อสมัยก่อน

ค่ายรถจากประเทศจีนที่มีการส่งออก

อันดับที่ 1 คือ SAIC MOTOR

         SAIC เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เซี่ยงไฮ้ ที่มีหลากหลายแบรนด์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์น้ำมัน
รถยนต์ไฟฟ้า รถปลั๊กอินไฮบริด ที่ยอดการส่งออกเฉพาะของ SAIC MOTOR อยู่ที่ 483,000 คัน

อันดับที่ 2 คือ CHERY

         ที่มีแพลนจะมาทำตลาดที่ประเทศไทยในปี 2024 มียอดการส่งออกร่วม 394,000 คัน ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

อันดับที่ 3 คือ Tesla

         เพราะทาง Tesla มีการผลิตที่โรงงาน Gigafactory ที่เซี่ยงไฮ้ จึงถูกนับว่าเป็นรถยนต์ที่ส่งออกจากประเทศจีนเช่นกัน

         รองลงมาจะเป็น ฉางอัน, GWM (Great Wall Motor), Geely, ตงฟง, จีเอซี ไอออน (GAC AION) และ BYD

          ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า จากข้อมูลของยอดขาย ถ้าเป็นรถยนต์พลังงานใหม่เปรียบเทียบกับสัดส่วนยอดขายรถยนต์ทั้งมหด รถยนต์พลังงานใหม่ หรือ รถNEV จะมีสัดส่วนอยู่ 25% เท่านั้น
         อย่างค่าย BYD ที่มีรถยนต์ที่เป็นปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า มียอดการส่งออกอยู่ที่ 81,000 คัน

         ส่วนค่าย GWM (Great Wall Motor) มีการส่งออกอยู่ที่ 124,000 คัน

          ซึ่งทั้ง 2 ค่ายมีการเติบโตมากกว่า 100% หรือเท่าตัว โดย BYD มีการเติบโตถึง 10 เท่า หรือ 1,060%
แสดงให้เห็นถึงกระแสรถยนต์จากประเทศจีนที่กำลังมาแรงอย่างมาก

          กว่าที่ค่ายรถจากประเทศจีนจะสามารถขึ้นมาล้มแชมป์ค่ายรถญี่ปุ่นที่อยู่มาอย่างยาวนาน เป็นเพราะว่า
ประเทศจีนมาได้ถูกจังหวะที่มีการวางแผนมาหลายสิบปี ที่จะผลักดันรถยนต์พลังงานใหม่ อย่าง รถยนต์ไฟฟ้า
ที่กลายเป็น Mega Trend ของโลก

          ที่สอดคล้องกับค่ายรถญี่ปุ่นสมัยก่อนที่มีสูตรแบบนี้เช่นกัน โดยย้อนกลับไปในช่วงปี 1970 เป็นช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงมาก กลายเป็นว่าทางรัฐบาลต้องออกมาควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องของการควบคุมราคาน้ำมัน
ลดการนำเข้าน้ำมัน โดยการออกมาตรการควบคุมมลภาวะ หรือมลพิษ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ให้เข้มงวดมากขึ้น ดังนั้นรถยนต์ที่มีเครื่อง CC ใหญ่ จะต้องเสียภาษีแพง

          ส่วนค่ายรถของประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป มีความนิยมรถยนต์ที่เป็นมัสเซิลคาร์ ที่มีเครื่องยนต์
4,000 CC, 6,000 CC, 8V และ V6 ที่เติมน้ำมัน 1 กิโลเมตร จะต้องใช้น้ำมันหลายลิตร

         ทางแบรนด์ของญี่ปุ่นจึงใช้โอกาสนี้ ในการนำเสนอรถยนต์ที่ใช้เครื่องเล็กแต่ให้แรงม้าสูง ซึ่งช่วยประหยัดและลดการปล่อยมลภาวะลง ทำให้ใช้เวลาไม่ถึงทศวรรษขณะที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ทางญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ส่งออก
รถยนต์รายใหญ่ของโลก

          อย่าง Toyota กลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกและเป็นกลายแชมป์เรียบร้อยแล้ว ไม่นานทาง Toyota ได้มีการปล่อยไม้เด็ดออกมา เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำ โดยการปล่อยเทคโนโลยีไฮบริด
          ในช่วงปี 1997 ทาง Toyota มีการปล่อยรถยนต์ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าควบคู่กับเครื่องยนต์

           ถ้าต้องการให้เกิดการประหยัด ซึ่งช่วงที่รถยนต์กินน้ำมันมากที่สุด คือ ช่วงจังหวะที่รถยนต์จอดหยุดนิ่งแล้วออกตัว จึงนำมอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยสำหรับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมากที่สุด กลายเป็นเทคโนโลยีไฮบริด
           โดยได้เปิดตัว Toyota Prius ออกมาครั้งแรกในปี 1997 ที่ได้รับการตอบรับดีเกินคาด ที่สามารถตอบโจทย์เรื่องของการประหยัดน้ำมันและปล่อยมลภาวะค่อนข้างน้อย หากเทียบกับรถยนต์ที่เป็นแบบ 100%

          ดังนั้นตลาดของรถยนต์ไฮบริดจึงเริ่มเติบโตอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 1990 จนถึงปี 2000 สามารถขายในประเทศสหรัฐอเมริกาได้จำนวนมาก ส่งผลให้ค่ายรถยนต์อื่น ๆ ที่เป็นค่ายญี่ปุ่นมีการแชร์เทคโนโลยี Know-How ออกไป อย่าง Honda และ Nisson ที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีเรื่องของไฮบริดในรถยนต์ของค่ายตัวเองออกมา

         ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีรถยนต์ไฮบริดมีการพัฒนาออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อต่อยอดและตอกย้ำถึง
ความประหยัดและการปล่อยไอเสียออกมาน้อย ถ้าเทียบกับรถยนต์น้ำมัน หรือเครื่องยนต์สันดาปภายใน
 จะเห็นได้จากเทคโนโลยีไฮบริดของญี่ปุ่น อย่าง Toyota Prius รุ่นใหม่ จะประหยัดน้ำมันมากขึ้น ปล่อยมลภาวะน้อยลง และให้แรงม้าที่ดี ให้อารมณ์การขับที่สนุกมากขึ้น

          ซึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีของรถยนต์ไฮบริด มีหลายค่ายนำมาเป็นจุดขายในเรื่องของความประหยัดและความแรง อย่าง Camry Hybrid Last 4

         รถสปอร์ต HONDA CR-Z รวมทั้งทาง Mitsubishi และ Mazda เริ่มนำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้กับค่ายรถตัวเองมากขึ้น

         หลังจากนั้นมีการต่อยอดในเมื่อไฮบริดอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว ถ้าต้องการทำให้วิ่งไฟฟ้าในระยะทางที่มากขึ้น โดยอาจจะเพิ่มแบตเตอรี่ จึงก่อเกิดเป็นเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดขึ้นมา ทางค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นเริ่มทำปลั๊กอินไฮบริด แต่ทว่าจากแบตเตอรี่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ทำให้ต้นทุนราคารถยนต์เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ปลั๊กอินไฮบริดของญี่ปุ่นไม่ได้ถูกพัฒนาต่อเท่าที่ควร

         ถ้าจะไปต่อเรื่องของพลังงานไฟฟ้า มีความคิดที่ว่าราคาของรถยนต์จะแพงจากต้นทุนของแบตเตอรี่
ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นไม่มี Supply Chain หรือเรื่องของต้นน้ำของแบตเตอรี่ จึงคิดว่าพลังงานไฟฟ้าไม่น่าจะดี
จึงหันไปสนใจทุ่มกับพลังงานทางเลือกอื่นใหม่ที่สะอาดมากกว่า อย่างเรื่องของพลังงานไฮโดรเจน

         ในปี 2015 ทาง Toyota พยายามพัฒนาพลังงานไฮโดรเจนกับ Toyota Mirai ออกมา ซึ่งทาง Toyota บอกว่าเป็นพลังงานสะอาดมากกว่าแบบไฮบริด ซึ่งคาดว่าคนน่าจะชอบ

          แต่พอเปิดตัว Toyota Mirai ออกมา กลับขายได้เพียง 22,000 คันเท่านั้น เป็นเพราะว่าหลายคนยังไม่มี
ความเชื่อมั่นตัวไฮโดรเจนในเรื่องของความปลอดภัย จำนวนปั๊มสำหรับการเติมมีจำนวนน้อย และรถมีราคาแพง

          กลายเป็นว่าทาง Toyota เล็งผิดจุด อย่างนายอากิโอะ โตโยดะ ที่เพิ่งลงจากตำแหน่งและส่งไม้ต่อให้กับ
คนรุ่นใหม่ มีความเชื่อที่ว่ารถยนต์ไฟฟ้าไม่น่าจะเวิร์ค เลือกใช้ไฮโดรเจนจะดีกว่า

           อาจจะเป็นเพราะว่า Culture ของประเทศญี่ปุ่นมีการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้ามากเกินไป จึงควรมาพึ่งพาพลังงานไฮโดรเจนแทนที่สามารถแยกจากน้ำทะเลได้ แต่มีราคาต้นทุนในการแยกไฮโดรเจนอยู่ในระดับสูง กลายเป็นว่า
ค่ายญี่ปุ่นจึงเก็งผิดในเรื่องพลังงานทางเลือกอย่างไฮโดรเจน จึงตกขบวนเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า

          ในเมื่อค่ายญี่ปุ่นหันไปทุ่มให้กับพลังงานไฮโดรเจน ทางประเทศจีนจึงเห็นโอกาสมาเล่นเรื่องของพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว ซึ่งทางประเทศจีนมีความพยายามในเรื่องของอุตสาหกรรมรถยนต์มาอย่างยาวนาน เพราะเรื่องของ
รถยนต์สันดาป ที่ทางประเทศจีนพยายามเลียนแบบแบรนด์ของประเทศญี่ปุ่นและพัฒนาให้ดีขึ้น

          แต่ถ้าเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายในทางประเทศจีนไม่สามารถสู้กับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นได้ เพราะทาง
ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนามาหลายสิบปีเป็นร้อยปี อย่างค่ายที่อยู่มาอย่างยาวนานที่มี Know-How เรื่องของ
เครื่องยนต์และเมื่อนำมาต่อยอดเป็นไฮบริด

          ทางประเทศจีนจึงเปลี่ยนมารอจังหวะพอรถยนต์ไฟฟ้ามา จะต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้เพื่อจะพลิกโฉมเป็น
ผู้นำตลาดอุตสาหกรรมรถยนต์ของโลกให้ได้ โดยมีแนวทาง ดังต่อไปนี้

1.ทางรัฐบาลให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที่

         ทั้งผู้ผลิตแบตเตอรี่ที่ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี สามารถเติบโตเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

          หรืออย่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ที่เป็นค่ายที่เราไม่เคยได้ยิน สามารถเกิดขึ้นมาในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี
มีการอัดฉีดอย่างเต็มที โดยมีการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

          ตั้งแต่ปี 2009 ทางประเทศจีนมีการสนับสนุนจูงใจเรื่องของการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า มีการทุ่มงบ R&D
ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ และการเช่าสถานที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ

2. สร้างเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุม

         ทางประเทศจีนตั้งเป้าว่าจะต้องมีรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งบนท้องถนนในประเทศให้ได้ 5 ล้านคัน ในปี 2020
ซึ่งมีการเริ่มตั้งแต่ปี 2016 และประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย รวมทั้งมีโครงสร้างที่รองรับรถยนต์ไฟฟ้า
จำนวน 5 ล้านคัน ทั่วประเทศ

3. จีนส่งเสริมให้ค่ายรถเกิดการแข่งขัน

          เป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศ จะมีการสนับสนุนทุกค่าย ซึ่งค่ายรถยนต์ทั้งค่ายเล็กค่ายน้อย จะมีรัฐบาลถือหุ้นอยู่ไม่มากก็น้อย ทำให้เกิดค่ายหน้าใหม่มาการแข่งขันในตลาด เพื่อให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าภายในประเทศถูกลง

4. การสนับสนุนระบบ Tax Credit

         คือ ถ้าเป็นรถยนต์พลังงานใหม่โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อย จะได้รับเรื่องของภาษี
Tax Carbon Credit
อย่างรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด จะได้รับการช่วยเหลือภาษีคาร์บอนแบบหนึ่ง ถ้าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะได้ภาษีเป็น 0% เพื่อจูงใจให้คนหันมาผลิตรถยนต์พลังงานใหม่

5. รัฐบาลปรับลดเงินอุดหนุน

          เมื่อมีรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์จีนเกิดขึ้นมาแล้ว ในช่วงแรกทางรัฐบาลยังคงเห็นว่าราคาของรถยนต์ไฟฟ้าแพงกว่ารถยนต์น้ำมัน จึงต้องมีการให้เงินอุดหนุนตั้งแต่ประมาณปี 2010 แล้วไล่มา เป็นเวลา 8 – 9 ปี
ที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าจีนมีราคาที่ใกล้เคียงกับรถยนต์น้ำมันจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และประเทศไทยยังถือเอามาเป็นต้นแบบ จะทำให้คนตัดสินใจระหว่างจะเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถยนต์น้ำมันเพราะมีราคาที่เท่ากัน
ส่งผลให้คนหันไปเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เป็นการกระตุ้นทำให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนเติบโตได้ในปัจจุบัน

         ทางค่ายรถญี่ปุ่นที่มองเห็นว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้ามีการเติบโตและมีความต้องการจะเข้ามาตลาด แต่ไม่สามารถสู้กับประเทศจีน เพราะว่าปัจจุบันประเทศจีนชิงความได้เปรียบ โดยการเข้าไปซื้อเหมืองทำตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเหมืองแร่ที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ ซึ่งทางประเทศจีนมองแล้วว่าสิ่งที่จะคุมอำนาจของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า คือ การผลิตแบตเตอรี่ จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของโลกจะเป็นของประเทศจีนเสียส่วนใหญ่อย่าง CATL และ BYD ที่ทางรัฐบาลจีนให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

          นอกจากนี้ทางประเทศจีนมีการเข้าไปติดต่อไม่ว่าจะเป็นเหมืองลิเธียม นิเกิล ทั้งทางฝั่งของประเทศตัวเอง
ยังมีบราซิล แอฟริกา ชิลี

           ทำให้พอญี่ปุ่นจะเข้ามาเล่นในตลาดรถยนต์ไฟฟ้ากลับไม่มี Supply Chain ในการผลิตแบตเตอรี่
ถึงมีจะมีราคาที่แพง ผลิตออกมาไม่สามารถสู้กับประเทศจีน ประกอบกับประเทศจีนมีการวางแผนไว้อย่างดี
เพราะประเทศจีนไม่มีน้ำมัน ในยุคที่รถยนต์น้ำมันของประเทศญี่ปุ่นเฟื่องฟู จึงทำให้ประเทศจีนเสียเปรียบ
ในเรื่องของน้ำมันอย่างมาก

         พูดถึงเรื่องการคานอำนาจตัดการนำเข้าน้ำมัน ทางประเทศจีนจึงมียุทธศาสตร์แห่งชาติ ถ้าในอนาคตต้องการลดการใช้และลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน และให้ทางภายในประเทศจีนส่งเสริมเรื่องพลังงานใหม่ อย่าง
พลังงานไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโซล่าเซลล์ ทางประเทศจีนมีการสนับสนุนให้มีโรงงานที่ใหญ่ที่สุดและ
สามารถผลิตได้ถูกที่สุดอย่างโซล่าเซลล์ อยู่ที่ประเทศจีน

          ดังนั้นทางประเทศจีนจึงทุ่มเทในการพัฒนาพลังงานใหม่ เพื่อที่จะไม่ต้องใช้น้ำมัน

         เรื่องของรถยนต์ไฟฟ้าถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ในการลดการใช้น้ำมัน ในเมื่อทำรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาแล้ว
ที่มีผลประโยชนทั้ง 2 เรื่อง ทางประเทศจีนจึงมีการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มที จึงเกิดเป็นบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อย่างที่เห็น และค่ายรถยนต์ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก ในปัจจุบันเมื่อเกิดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมา
แต่ทางญี่ปุ่นปรับตัวไม่ทันและไม่สามารถเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ เพราะประเทศจีนสร้างความได้เปรียบของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดแล้ว

          ซึ่งจะเหลือทางฝั่งอเมริกาอย่าง Tesla กับค่ายรถจีนอย่าง BYD มีการหั่นราคารถยนต์ไฟฟ้าอย่างไม่แพ้กัน กลายเป็นว่า Tesla สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าได้จำนวนมากขึ้น จะลดราคารถยนต์ไฟฟ้าของตัวเองลง เพื่อชิงตลาดกลับมา แต่ทาง BYD มีการหั่นราคาสู้กลับ

         ล่าสุด มีการเจรจายุติสงครามราคา แต่จะมาแข่งในเรื่องของคุณภาพแทน ทำให้สงครามราคาเริ่มเพลาลง

         ทางฝั่งประเทศไทย จากการที่ทางค่ายรถยนต์ที่เข้ามาลงทุนในประเทศหลัก ๆ จะเป็นค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่
ส่วนใหญ่มาจากประเทศจีน

         ดูจากยอดของประเทศไทยจะเห็นได้ว่ายอดขายรถยนต์ของญี่ปุ่นตกลง โดยเฉพาะกลุ่มรถ City Car และ
ECO Car กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็กที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย จะถูกค่ายรถยนต์จากประเทศจีน โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า
กินตลาดไปก่อน กลายเป็นว่าค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจะเหลือในตลาด Premium เท่านั้น

         ดังนั้นจะเหลือจำพวกรถกระบะที่รถยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถแทนที่ได้ อย่าง พวก SUV ขนาดใหญ่ หรือ
กระบะดัดแปลง 7 ที่นั่ง หรือรถ PPV ที่ทางค่ายรถญี่ปุ่นชิงตลาดได้อยู่

         สรุป ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีนที่สามารถโค่นแชมป์ค่ายรถญี่ปุ่น อย่างเทคโนโลยีไฮบริดที่อยู่มา
อย่างยาวนาน จากข้อมูลตัวเลขการส่งออกแสดงให้เห็นว่าทางค่ายรถของประเทศจีนได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า
สามารถแซงค่ายรถญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทางประเทศจีนมีการวางแผนมาอย่างยาวนาน และเมื่อเห็นช่องว่าง
ในเรื่องของรถพลังงานใหม่ ทั้งที่ญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มก่อนแต่ไม่ให้ความสนใจ ทางประเทศจีนจึงสบโอกาสสร้าง
กฎกติกาใหม่ สร้างความได้เปรียบเรื่องการซื้อถึงแหล่งเหมือง เพื่อครองตลาดแบตเตอรี่ ที่เป็นต้นทุนสำคัญสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาเท่ากับครึ่งหนึ่งของราคารถ

         คุณสามารถดูข่าวนี้ได้จากคลิปด้านล่าง และถ้าหากคุณชอบคลิปนี้ขอฝาก กดLIKE กด SHARE
กด SUBSCRIBE ที่ช่องของพวกเราด้วยนะครับ

Share

FOLLOW US


WELLDONE GUARANTEE

452 Pecthkraseam Rd. Laksong Bangkhae, Bangkok 10160
Email : welldone.guarantee@gmail.com Tel. 0889415944

Copyright © 2022 EV GUARANTEE All rights reserved.