จุดจบพลังงานฟอสซิล!! เทคโนโลยีโซล่าเซลล์เอาชนะ ผลิตไฟได้ถูกกว่าในรอบ 60 ปี วัตต์ละ 7 บาทเท่านั้น

         หลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการตื่นตัวในการนำพลังงานทดแทน หรือ Renewable Energy มาใช้ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซล่าเซลล์ ซึ่งมีการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้โซล่าเซลล์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้
มากขึ้นและต้นทุนถูกลง

          จะสวนทางกับการใช้พลังงานจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน

         ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ขนส่ง และใช้ในการผลิตไฟฟ้า

หลักการทำงานของโซล่าเซลล์

          คือ การเปลี่ยนจากพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า

          ภายใต้ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า โฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic)

         ซึ่งเป็นการทำงานของชั้นซิลิคอนสารกึ่งตัวนำ หรือ Semiconductor

         ในตัวโซล่าเซลล์จะมีอยู่ 2 ชั้น ชั้นบนจะเป็นซิลิคอนหรือสารกึ่งตัวนำที่มีประจุเกิน ส่วนชั้นล่างจะเป็นซิลิคอนที่มีการเจือสารปนลงไป เพื่อให้อยู่สภาวะประจุขาด โดยระหว่างกลางจะมีฉนวนกันไว้ ซึ่ง 2 ชั้นนี้จะอยู่ห่างกันและอยู่ในสภาวะที่ไม่สมดุล

          เมื่อแสงส่องลงมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีอนุภาคของ Photon ซึ่งจะกระทบกับซิลิคอนชั้นบน
ทำให้เกิดประจุออกมาไปที่ชั้นที่มีประจุขาด

          ดังนั้นเมื่อต่อสายไฟที่โซล่าเซลล์ 2 ชั้นนี้ จะเกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้งาน หรือทำหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่

ประวัติการเริ่มใช้โซล่าเซลล์

ปี 1954

          โซล่าเซลล์ที่เกิดขึ้นมาครั้งแรก โดยทาง Bell Labs มีการใช้ซิลิคอนในการทำโซล่าเซลล์

          แต่ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทำได้เพียงแค่ 6% และไม่เป็นที่แพร่หลาย เป็นเพราะต้นทุน
ในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามีราคาสูงอยู่ที่ 300 USD/1 watt หรือ 9,000 กว่าบาท /1 watt

ปี 1960

           ทางองค์การนาซา (NASA) มองว่าการที่จะส่งดาวเทียมหรือทำสถานีอวกาศขึ้นมา

          จะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหรือพลังงาน จึงเลือกที่จะใช้โซล่าเซลล์เพราะมีความเหมาะสมมากที่สุด 

เนื่องจากดาวเทียมหรือสถานีอวกาศที่อยู่นอกโลกจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงมีการพัฒนาโซล่าเซลล์
ให้มีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 6% เป็น 14%  รวมทั้งเพิ่มคุณสมบัติ

เพื่อให้สามารถอยู่ในอวกาศได้  ส่งผลให้ต้นทุนของโซล่าเซลล์ในเวลานั้นสูงถึงอยู่ที่ 100,000 USD/1 watt 

หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ 3 ล้านบาท/1 watt

          ทั้งนี้ นาซาถือว่าเป็นผู้ยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโซล่าเซลล์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง

ปี 1970 - 80

          มีการพยายามผลักดันการนำโซล่าเซลล์มาใช้ตามบ้านให้ได้ แต่ด้วยต้นทุนที่ยังสูงอยู่

          โดยมีการวิจัยวัสดุแบบใหม่ที่จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้โพลีคริสตันไลน์ (polycrystalline.p-Si) ครั้งแรก หรือกระทั่งสารที่นำมาใช้ในโซล่าเซลล์ที่อยู่ในรูปแบบของ Film

         ในยุคนั้นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในปริมาณที่มากขึ้นและราคาต้นทุนที่ต่ำลง 

ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของโซล่าเซลล์ในช่วงนั้นจะอยู่ที่ 50 – 100 USD/1 watt หรือ 1.5 – 3 พันบาท/1 watt

ปี 1990 – 2000

          เป็นช่วงเวลาที่เริ่มนำโซล่าเซลล์มาใช้ตามครัวเรือน เพราะต้นทุนถูกลงถึง 10 เท่า

           ในช่วงเวลานี้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์อย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยี
ในการพัฒนาวัสดุ มีการนำวัสดุและกระบวนการผลิตแบบใหม่ ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ซิลิคอนแบบหลายผลึก
เทคโนโยลีโซล่าเซลล์แบบฟิล์ม คือ แคดเมียม เทลเลอไรด์ (Cadmium Telluride), คอปเปอร์ อินเดียม ไดเซเลไนด์ (Copper Indium Diselenide) และแกลเลี่ยม อาร์เซไนด์ (Gallium Arsenide) เป็นต้น

           ซึ่งจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของโซล่าเซลล์ถูกลงจนประชาชนสามารถจับต้องได้มากขึ้น

ราคาของโซล่าเซลล์อยู่ที่ประมาณ 5 -10 USD/1 watt หรือ 150 – 300 บาท/1 watt จึงเป็นแรงจูงใจให้
ภาคประชาชนหรือภาคครัวเรือนเริ่มมีการนำมาใช้มากขึ้น

           จะเห็นว่าตั้งปี 1954 ที่มีการนำโซล่าเซลล์มาใช้ในครั้งแรกจากต้นทุนที่สูงและประสิทธิภาพในการผลิต
พลังงานไฟฟ้าที่ได้ปริมาณน้อยที่ 6% ราคาอยู่ที่ 300 USD / 1 watt จนกระทั่งถึงปี 2000 การวิวัฒนาการพัฒนาประสิทธิภาพวัสดุและ เทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตถูกลงเหลือประมาณ 5 – 10 USD/1 watt
ต้นทุนถูกลงมากกว่า 20 เท่า แต่ในขณะเดียวกันหลายคนมองว่าโซล่าเซลล์ยังคงมีราคาแพงและยังไม่ถึงการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย

          เกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญในปี 2008 ที่ราคาของโซล่าเซลล์ถูกลงแบบก้าวกระโดด จากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ Subprime ทำให้กำลังซื้อของทั่วโลกถดถอย

          ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับโซล่าเซลล์อย่างไร ต้องขอเล่าย้อนก่อนปี 2008 ตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2000 เป็นต้นมา
หลายประเทศได้ให้ความสำคัญการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างโซล่าเซลล์ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของโลก ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโต

         ประเทศมหาอำนาจที่ประสบความสำเร็จ คือ  ประเทศจีน ที่สามารถติด 10 อันดับแรกผู้ผลิตโซล่าเซลล์รายใหญ่

        สามารถแซงประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน และญี่ปุ่น และได้ทำการผลิตโซล่าเซลล์เป็นจำนวนมาก
ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งความต้องการในช่วงนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง สามารถทำการปล่อยสินเชื่อบ้าน
และการซื้อบ้านที่ติดโซล่าเซลล์ได้เป็นจำนวนมาก

         จนกระทั้งในปี 2008 เกิดวิกฤต Subprime ทำให้สถาบันการเงินล้ม คนเป็นหนี้จำนวนมากจนไม่มีกำลังใช้จ่าย ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงและความต้องการใช้โซล่าเซลล์หดตัว

          ส่งผลกระทบต่อโซล่าเซลล์ของประเทศจีนที่ทางรัฐบาลได้ลงทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ไม่สามารถจำหน่ายออกไปได้ ทำให้มีสินค้าคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

          จนกระทั่งปี 2011 ทางบริษัทโรงงานโซล่าเซลล์ในประเทศจีนจะต้องทำการระบายสต๊อกโดยการลดราคาลง 50% ประกอบการจากการที่ประเทศจันได้ลงทุนไปแล้วจะต้องเดินหน้าอย่างเดียว

           ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้บริษัทโซล่าเซลล์อยู่รอด จึงต้องเร่งพัฒนาการวิจัยเพื่อลดต้นทุนในการผลิตโซล่าเซลล์หรือแผงโซล่าเซลล์ให้ต้นทุนถูกลงเท่ากับราคาขายที่ลดลง ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต วัสดุที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ส่งผลให้ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตโซล่าเซลล์ในราคาที่ถูกที่สุดในโลก ณ เวลานี้
         ซึ่งราคาของต้นทุนโซล่าเซลล์ของประเทศจีนอยู่ที่ 0.2 USD/1 watt หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ
6 บาทกว่า ๆ/1 watt เท่านั้น
ทำให้บริษัทโซล่าเซลล์ของจีนสามารถอยู่รอดได้จนถึงปัจจุบัน

เหตุผลที่ค่าไฟแพงจากการใช้พลังงานโซล่าเซลล์

           จากที่เทคโนโลยีของโซล่าเซลล์ถูกลง ผู้ผลิตไฟฟ้าเริ่มหันมาผลิตไฟฟ้าจากโซล่าฟาร์มมากขึ้น ถึงขนาดที่

ทาง Bloomberg NEW ENERGY FINANCE (BNEF) บอกว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนครึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้า

บนโลกจะเปลี่ยนเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ และต้นทุนของโรงงานที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะทยอย

ลดลงจนถึง 85% ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า

         ถ้ามองย้อนกลับไปในปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์จากจำนวนเงิน 

100บาท จะลดลงเหลือ 15 บาทในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงมาจากระบบการส่งไฟฟ้า

          ส่วนใหญ่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลจำพวกน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยจะนำถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติมาต้มบอยเลอร์ จากนั้นตัวบอยเลอร์จะปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นข้อดีของการใช้พลังงาน

ฟอสซิลจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เสถียรและเท่ากัน รวมทั้งระบบส่งไฟฟ้ามีความเสถียรตลอด

          แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกอย่าง โซล่าฟาร์ม ซึ่งมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เสถียรหรือเท่ากันเท่ากับพลังงานฟอสซิล โดยจะขึ้นอยู่กับแสงแดดสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นจะต้องมีการลงทุน

โครงสร้างเพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบไม่เสถียร ยกตัวอย่าง รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่ใช้โซล่าเซลล์

มากที่สุดในโลก จึงต้องมีการเก็บค่าไฟในราคาแพง จากการลงทุนในเรื่องของแบตเตอรี่การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์

           เพราะฉะนั้นการลงทุนไฟฟ้าในช่วงแรกสำหรับพลังงานโซล่าเซลล์จะมีราคาสูง แต่ราคาจะทยอยลดลง
เมื่อมีการใช้ในระยะยาว ซึ่งการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามาหลายสิบปีแล้วต้นทุนราคาถูกลง

          แต่ในยุคใหม่นี้ที่โซล่าเซลล์มีราคาถูกลงและสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนมากกว่า แม้ว่าการลงทุนในช่วงแรกจะใช้ต้นทุนจำนวนมากแต่จะถูกลงในอนาคตข้างหน้า

          สรุป ใกล้อวสานพลังงานฟอสซิลเมื่อโซล่าเซลล์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า 2 เท่า 

ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเห็นได้จากการริเริ่มการนำโซล่าเซลล์มาใช้จนมาถึงในปัจจุบัน การวิวัฒนาการของเทคโนโลยี

การพัฒนาวัสดุ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์ดีขึ้น แถมเทคโนโลยีในการผลิตช่วยให้สามารถผลิตโซล่าเซลล์ได้ในราคาที่ถูกลงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยในปัจจุบันต้นทุนได้ลดลงมาเกือบ 100 เท่า เป็นราคาที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น

          ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งผลให้ราคาค่าไฟสูงขึ้น ดังนั้นภาคครัวเรือนจะหันมาติดโซล่าเซลล์มากขึ้น และส่วนโรงไฟฟ้าจะใช้พลังงานสะอาดจากโซล่าเซลล์

เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากประเทศที่ส่งออกน้ำมันตะวันออกกลางที่หันมาใช้โซล่าเซลล์

เพื่อความยั่งยืน

         คุณสามารถดูเรื่องราวได้จากคลิปด้านล่างนี้ และถ้าหากคุณชอบคลิปนี้ขอฝากกดLIKE กด SHARE
กด SUBSCRIBE และกดกระดิ่งเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพวกเราด้วยนะครับ

Share

FOLLOW US


WELLDONE GUARANTEE

452 Pecthkraseam Rd. Laksong Bangkhae, Bangkok 10160
Email : welldone.guarantee@gmail.com Tel. 0889415944

Copyright © 2022 EV GUARANTEE All rights reserved.