จุดจบพลังงานฟอสซิล!! เทคโนโลยีโซล่าเซลล์เอาชนะ ผลิตไฟได้ถูกกว่าในรอบ 60 ปี วัตต์ละ 7 บาทเท่านั้นBy ann evguarantee / 2023-08-14 0 0 Read Time:8 Minute, 4 Second หลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการตื่นตัวในการนำพลังงานทดแทน หรือ Renewable Energy มาใช้ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซล่าเซลล์ ซึ่งมีการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้โซล่าเซลล์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้นและต้นทุนถูกลง จะสวนทางกับการใช้พลังงานจากฟอสซิล คือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ ขนส่ง และใช้ในการผลิตไฟฟ้า หลักการทำงานของโซล่าเซลล์ คือ การเปลี่ยนจากพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้า ภายใต้ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า โฟโตโวลตาอิก (Photovoltaic) ซึ่งเป็นการทำงานของชั้นซิลิคอนสารกึ่งตัวนำ หรือ Semiconductor ในตัวโซล่าเซลล์จะมีอยู่ 2 ชั้น ชั้นบนจะเป็นซิลิคอนหรือสารกึ่งตัวนำที่มีประจุเกิน ส่วนชั้นล่างจะเป็นซิลิคอนที่มีการเจือสารปนลงไป เพื่อให้อยู่สภาวะประจุขาด โดยระหว่างกลางจะมีฉนวนกันไว้ ซึ่ง 2 ชั้นนี้จะอยู่ห่างกันและอยู่ในสภาวะที่ไม่สมดุล เมื่อแสงส่องลงมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีอนุภาคของ Photon ซึ่งจะกระทบกับซิลิคอนชั้นบน ทำให้เกิดประจุออกมาไปที่ชั้นที่มีประจุขาด ดังนั้นเมื่อต่อสายไฟที่โซล่าเซลล์ 2 ชั้นนี้ จะเกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้งาน หรือทำหน้าที่เหมือนแบตเตอรี่ ประวัติการเริ่มใช้โซล่าเซลล์ ปี 1954 โซล่าเซลล์ที่เกิดขึ้นมาครั้งแรก โดยทาง Bell Labs มีการใช้ซิลิคอนในการทำโซล่าเซลล์ แต่ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าทำได้เพียงแค่ 6% และไม่เป็นที่แพร่หลาย เป็นเพราะต้นทุนในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามีราคาสูงอยู่ที่ 300 USD/1 watt หรือ 9,000 กว่าบาท /1 watt ปี 1960 ทางองค์การนาซา (NASA) มองว่าการที่จะส่งดาวเทียมหรือทำสถานีอวกาศขึ้นมา จะต้องมีแหล่งผลิตไฟฟ้าหรือพลังงาน จึงเลือกที่จะใช้โซล่าเซลล์เพราะมีความเหมาะสมมากที่สุด เนื่องจากดาวเทียมหรือสถานีอวกาศที่อยู่นอกโลกจะอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มากที่สุด จึงมีการพัฒนาโซล่าเซลล์ให้มีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 6% เป็น 14% รวมทั้งเพิ่มคุณสมบัติเพื่อให้สามารถอยู่ในอวกาศได้ ส่งผลให้ต้นทุนของโซล่าเซลล์ในเวลานั้นสูงถึงอยู่ที่ 100,000 USD/1 watt หรือตีเป็นเงินไทยอยู่ที่ 3 ล้านบาท/1 watt ทั้งนี้ นาซาถือว่าเป็นผู้ยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตโซล่าเซลล์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง ปี 1970 - 80 มีการพยายามผลักดันการนำโซล่าเซลล์มาใช้ตามบ้านให้ได้ แต่ด้วยต้นทุนที่ยังสูงอยู่ โดยมีการวิจัยวัสดุแบบใหม่ที่จะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้โพลีคริสตันไลน์ (polycrystalline.p-Si) ครั้งแรก หรือกระทั่งสารที่นำมาใช้ในโซล่าเซลล์ที่อยู่ในรูปแบบของ Film ในยุคนั้นสามารถพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในปริมาณที่มากขึ้นและราคาต้นทุนที่ต่ำลง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของโซล่าเซลล์ในช่วงนั้นจะอยู่ที่ 50 – 100 USD/1 watt หรือ 1.5 – 3 พันบาท/1 watt ปี 1990 – 2000 เป็นช่วงเวลาที่เริ่มนำโซล่าเซลล์มาใช้ตามครัวเรือน เพราะต้นทุนถูกลงถึง 10 เท่า ในช่วงเวลานี้มีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์อย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีในการพัฒนาวัสดุ มีการนำวัสดุและกระบวนการผลิตแบบใหม่ ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ซิลิคอนแบบหลายผลึก เทคโนโยลีโซล่าเซลล์แบบฟิล์ม คือ แคดเมียม เทลเลอไรด์ (Cadmium Telluride), คอปเปอร์ อินเดียม ไดเซเลไนด์ (Copper Indium Diselenide) และแกลเลี่ยม อาร์เซไนด์ (Gallium Arsenide) เป็นต้น ซึ่งจากความก้าวหน้าที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนของโซล่าเซลล์ถูกลงจนประชาชนสามารถจับต้องได้มากขึ้นราคาของโซล่าเซลล์อยู่ที่ประมาณ 5 -10 USD/1 watt หรือ 150 – 300 บาท/1 watt จึงเป็นแรงจูงใจให้ภาคประชาชนหรือภาคครัวเรือนเริ่มมีการนำมาใช้มากขึ้น จะเห็นว่าตั้งปี 1954 ที่มีการนำโซล่าเซลล์มาใช้ในครั้งแรกจากต้นทุนที่สูงและประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ได้ปริมาณน้อยที่ 6% ราคาอยู่ที่ 300 USD / 1 watt จนกระทั่งถึงปี 2000 การวิวัฒนาการพัฒนาประสิทธิภาพวัสดุและ เทคโนโลยีการผลิต ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตถูกลงเหลือประมาณ 5 – 10 USD/1 watt ต้นทุนถูกลงมากกว่า 20 เท่า แต่ในขณะเดียวกันหลายคนมองว่าโซล่าเซลล์ยังคงมีราคาแพงและยังไม่ถึงการนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญในปี 2008 ที่ราคาของโซล่าเซลล์ถูกลงแบบก้าวกระโดด จากการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ Subprime ทำให้กำลังซื้อของทั่วโลกถดถอย ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับโซล่าเซลล์อย่างไร ต้องขอเล่าย้อนก่อนปี 2008 ตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2000 เป็นต้นมา หลายประเทศได้ให้ความสำคัญการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างโซล่าเซลล์ ซึ่งถูกมองว่าจะเป็นอุตสาหกรรมอนาคตของโลก ที่จะช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศเติบโต ประเทศมหาอำนาจที่ประสบความสำเร็จ คือ ประเทศจีน ที่สามารถติด 10 อันดับแรกผู้ผลิตโซล่าเซลล์รายใหญ่ สามารถแซงประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน และญี่ปุ่น และได้ทำการผลิตโซล่าเซลล์เป็นจำนวนมาก ก่อนที่จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งความต้องการในช่วงนั้นยังคงอยู่ในระดับสูง สามารถทำการปล่อยสินเชื่อบ้านและการซื้อบ้านที่ติดโซล่าเซลล์ได้เป็นจำนวนมาก จนกระทั้งในปี 2008 เกิดวิกฤต Subprime ทำให้สถาบันการเงินล้ม คนเป็นหนี้จำนวนมากจนไม่มีกำลังใช้จ่าย ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงและความต้องการใช้โซล่าเซลล์หดตัว ส่งผลกระทบต่อโซล่าเซลล์ของประเทศจีนที่ทางรัฐบาลได้ลงทุนปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยแพง แต่ไม่สามารถจำหน่ายออกไปได้ ทำให้มีสินค้าคงค้างสต๊อกจำนวนมาก จนกระทั่งปี 2011 ทางบริษัทโรงงานโซล่าเซลล์ในประเทศจีนจะต้องทำการระบายสต๊อกโดยการลดราคาลง 50% ประกอบการจากการที่ประเทศจันได้ลงทุนไปแล้วจะต้องเดินหน้าอย่างเดียว ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้บริษัทโซล่าเซลล์อยู่รอด จึงต้องเร่งพัฒนาการวิจัยเพื่อลดต้นทุนในการผลิตโซล่าเซลล์หรือแผงโซล่าเซลล์ให้ต้นทุนถูกลงเท่ากับราคาขายที่ลดลง ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต วัสดุที่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในปริมาณที่มากขึ้น ส่งผลให้ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตโซล่าเซลล์ในราคาที่ถูกที่สุดในโลก ณ เวลานี้ ซึ่งราคาของต้นทุนโซล่าเซลล์ของประเทศจีนอยู่ที่ 0.2 USD/1 watt หรือตีเป็นเงินไทยประมาณ 6 บาทกว่า ๆ/1 watt เท่านั้น ทำให้บริษัทโซล่าเซลล์ของจีนสามารถอยู่รอดได้จนถึงปัจจุบัน เหตุผลที่ค่าไฟแพงจากการใช้พลังงานโซล่าเซลล์ จากที่เทคโนโลยีของโซล่าเซลล์ถูกลง ผู้ผลิตไฟฟ้าเริ่มหันมาผลิตไฟฟ้าจากโซล่าฟาร์มมากขึ้น ถึงขนาดที่ ทาง Bloomberg NEW ENERGY FINANCE (BNEF) บอกว่าในอีก 30 ปีข้างหน้า จำนวนครึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้า บนโลกจะเปลี่ยนเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ และต้นทุนของโรงงานที่ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะทยอย ลดลงจนถึง 85% ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า ถ้ามองย้อนกลับไปในปี 2010 จนถึงปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์จากจำนวนเงิน 100บาท จะลดลงเหลือ 15 บาทในปัจจุบัน แต่สิ่งที่ทำให้ค่าไฟมีราคาแพงมาจากระบบการส่งไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลจำพวกน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ โดยจะนำถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติมาต้มบอยเลอร์ จากนั้นตัวบอยเลอร์จะปั่นเป็นพลังงานไฟฟ้า ดังนั้นข้อดีของการใช้พลังงานฟอสซิลจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เสถียรและเท่ากัน รวมทั้งระบบส่งไฟฟ้ามีความเสถียรตลอด แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้พลังงานทางเลือกอย่าง โซล่าฟาร์ม ซึ่งมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เสถียรหรือเท่ากันเท่ากับพลังงานฟอสซิล โดยจะขึ้นอยู่กับแสงแดดสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นจะต้องมีการลงทุนโครงสร้างเพื่อรองรับการผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบไม่เสถียร ยกตัวอย่าง รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐที่ใช้โซล่าเซลล์มากที่สุดในโลก จึงต้องมีการเก็บค่าไฟในราคาแพง จากการลงทุนในเรื่องของแบตเตอรี่การกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากโซล่าเซลล์ เพราะฉะนั้นการลงทุนไฟฟ้าในช่วงแรกสำหรับพลังงานโซล่าเซลล์จะมีราคาสูง แต่ราคาจะทยอยลดลงเมื่อมีการใช้ในระยะยาว ซึ่งการใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิตพลังงานไฟฟ้ามาหลายสิบปีแล้วต้นทุนราคาถูกลง แต่ในยุคใหม่นี้ที่โซล่าเซลล์มีราคาถูกลงและสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืนมากกว่า แม้ว่าการลงทุนในช่วงแรกจะใช้ต้นทุนจำนวนมากแต่จะถูกลงในอนาคตข้างหน้า สรุป ใกล้อวสานพลังงานฟอสซิลเมื่อโซล่าเซลล์สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า 2 เท่า ที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเห็นได้จากการริเริ่มการนำโซล่าเซลล์มาใช้จนมาถึงในปัจจุบัน การวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการพัฒนาวัสดุ ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของโซล่าเซลล์ดีขึ้น แถมเทคโนโลยีในการผลิตช่วยให้สามารถผลิตโซล่าเซลล์ได้ในราคาที่ถูกลงเมื่อเปรียบเทียบกับอดีต โดยในปัจจุบันต้นทุนได้ลดลงมาเกือบ 100 เท่า เป็นราคาที่สามารถจับต้องได้มากขึ้น ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งผลให้ราคาค่าไฟสูงขึ้น ดังนั้นภาคครัวเรือนจะหันมาติดโซล่าเซลล์มากขึ้น และส่วนโรงไฟฟ้าจะใช้พลังงานสะอาดจากโซล่าเซลล์เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากประเทศที่ส่งออกน้ำมันตะวันออกกลางที่หันมาใช้โซล่าเซลล์เพื่อความยั่งยืน คุณสามารถดูเรื่องราวได้จากคลิปด้านล่างนี้ และถ้าหากคุณชอบคลิปนี้ขอฝากกดLIKE กด SHARE กด SUBSCRIBE และกดกระดิ่งเพื่อเป็นกำลังใจให้กับพวกเราด้วยนะครับ Share Facebook Twitter Pinterest LinkedIn About Post Author ann evguarantee ann.pridsada.2013@gmail.com https://evguarantee.net/ Happy 0 0 % Sad 0 0 % Excited 0 0 % Sleepy 0 0 % Angry 0 0 % Surprise 0 0 %