ภาครัฐเอาจริงมาตรฐานแบตเตอรี่!! หวั่นปัญหารถไฟฟ้าไม่ได้คุณภาพ ระเบิด ไฟไหม้ คนไม่กล้าใช้ UNR100, 136

         จากกระแสการมาของรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจจากสื่อต่าง ๆ  และมีมาตรการส่งเสริมด้านยานยนต์ไฟฟ้า คือ ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสูงสุด 150,000 บาท ต่อคัน และ การลดภาษีสรรพสามิตภาษีการนำเข้าประมาณ 2 แสนกว่าบาทต่อคัน ซึ่งส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าอยู่ในระดับที่สามารถจับต้องได้ ทำให้ผู้ใช้รถยนต์น้ำมันเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

         แต่คนส่วนใหญ่ที่ยังคงมีความไม่มั่นใจในเรื่องของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เนื่องจากค่ายที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นค่ายใหม่ ๆ ที่หลายคนยังคงสงสัยในเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ประกอบกับทางสื่อต่าง ๆ มีการถ่ายทอดภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่เกิดการระเบิดและไฟไหม้ หรือ เกิดไฟไหม้ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังชาร์จอยู่ ซึ่งสร้างความกังวลต่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

         เพื่อที่จะให้ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 (ค.ศ.2050)  ทางคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ได้ออกนโยบาย 30@30 คือ ผลิตยานยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ อย่างน้อย 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดในปี 2573 (ค.ศ.2030)
         ทาง กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการออกมาตรการร่วมกับทาง สมอ. (สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม) ในเรื่องของการออกมาตรฐานควบคุมผลิตภัณฑ์ของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฟฟ้า         โดยเฉพาะแบตเตอรี่ รวมทั้งเครื่องชาร์จ และสถานีชาร์จทั้งหมด เพื่อสร้างความมั่นใจให้คนหันมาใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยที่เริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปี 2566 เป็นต้นไป

         เรื่องของมาตรฐานแบตเตอรี่ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ จะเห็นได้จากข่าวที่สื่อภาพของรถยนต์ไฟฟ้าเกิดการชนแล้วเกิดไฟไหม้ หรือ เกิดแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้รถโดนฟุตบาทขูดจนเสียหาย จนต้องมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ ที่มีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงเท่ากับราคารถครึ่งหนึ่ง

         ดังนั้นเวลาเกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานแบตเตอรี่ จะสร้างความกังวลให้หลายคนไม่กล้าซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งาน ประกอบกับค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มาทำตลาดในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นค่ายมาจากประเทศจีน ที่ในปี 2566 จะมาลงทุนผลิตในประเทศไทย จึงต้องมีการควบคุมเรื่องของมาตรฐานและคุณภาพในการผลิต

         ในปี 2566 มีการเริ่มใช้มาตรฐานแบตเตอรี่แบบจริงจัง ซึ่งมาตรฐานของรถยนต์ คือ UN R100 (UN ECE R100) และ มาตรฐานของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือ UN R136 (UN ECE R136) ทั้งสองมาตรฐานอ้างอิงจากมาตรฐานทาง UN ของต่างประเทศ

         การทดสอบความปลอดภัยของแบตเตอรี่มีทั้งหมด 9 หัวข้อ อยู่ภายใต้เงื่อนไข คือ อุณหภูมิแวดล้อมอยู่ที่         20 ± 10 °c และแบตเตอรี่ต้องประจุไฟฟ้าหรือ SOC (State of Charge) ไม่น้อยกว่า 50%

         1. Vibration test คือ การนำแบตเตอรี่แพ็คมาทดสอบการสั่นสะเทือน เพื่อจำลองการสั่นสะเทือนที่อยู่บน       รถจริง ด้วยเครื่องที่ให้กำเนิดสั่นสะเทือน 
              วิธีการทดสอบ นำแบตเตอรี่มาวางบนเครื่องกำเนิดสั่นสะเทือน โดยเริ่มต้นที่ความถี่ 7 เฮิรตซ์ ไปจนถึง       50 เฮิรตซ์ และจาก 50 เฮิรตซ์ กลับมาที่ 7 เฮิรตซ์  ใน 1 รอบ ใช้เวลา 15 นาที และทดสอบทั้งหมด 12 รอบ

             ผลลัพธ์การทดสอบแบตเตอรี่ ถ้าไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ และมีค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         2. Thermal shock and cycling เป็นการทดสอบการทนต่ออุณหภูมิ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิแบบฉับพลัน เพราะว่าในบางประเทศจะมีช่วงกลางวันที่อุณหภูมิร้อนจัดและกลางคืนอุณหภูมิเย็นจัด
              วิธีการทดสอบ เก็บแบตเตอรี่แพ็คที่ความร้อนอุณหภูมิ 60 ± 2 °c แช่เป็นเวลาอย่างน้อย 6 ชม.  ต่อมาลดอุณหภูมิจาก 60 °c เหลือ – 40 °c ภายในเวลา 30 นาที และแช่ที่อุณหภูมิ – 40 ± 2 °c อีกประมาณอย่างน้อย 6 ชม. หลังจากนั้นก็ให้ความร้อนให้อุณหภูมิกลับไปที่ 60 °c ภายในเวลา 30 นาที ทำซ้ำทั้งหมด 5 รอบ เมื่อทำครบ  5 รอบ จะทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 20 °c ± 10 เป็นเวลา 1 วัน หรือ 24 ชม.

              ผลลัพธ์การทดสอบแบตเตอรี่ ถ้าไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ การแตกร้าวที่ตัวแบตเตอรี่ การระเบิดการไฟไหม้ และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         3. Mechanical integrity จุดประสงค์ของการทดสอบ คือ ความแข็งแรงของแบตเตอรี่แพ็ค เมื่อเกิดการเฉี่ยวชนอุบัติเหตุ
              วิธีการทดสอบ  นำแบตเตอรี่แพ็คมาบีบอัดด้วยเครื่อง ซึ่งตัวเครื่องจะใช้แรงบีบอัดอยู่ที่ประมาณ                100 – 105 kN หรือแรงประมาณ 10 ตัน ใช้เวลากดไม่เกิน 3 นาที และกดค้างใช้เวลาไม่น้อยกว่า 100 มิลลิวินาที แต่ไม่เกิน 10 วินาที และบีบอัดตัวแบตเตอรี่ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และแนวข้าง

        การทดสอบหัวข้อนี้ในส่วนของแบตเตอรี่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะทดสอบแตกต่างกัน เพราะว่าแบตเตอรี่แพ็คของรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าจะเป็นลักษณะที่ดึงออกมาเอามาใส่ หรือ เอาไปชาร์จภายนอกได้ การทดสอบแบตเตอรี่มอเตอร์ไซค์เรียกว่า Drop Test คือ ทดสอบให้แบตเตอรี่แพ็คของมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าตกลงมา โดยมีระยะความสูงจากพื้น 1 เมตร ต้องทดสอบทั้ง 6 ทิศทาง คือ แนวตั้ง แนวนอน แนวข้าง

              ผลลัพธ์การทดสอบแบตเตอรี่ ถ้าไม่มีอิเล็กโทรไลต์รั่วไหลออกมา การไฟไหม้ การระเบิดและค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         4. Mechanical shock คือ การทดสอบความปลอดภัยของแบตภายใต้แรงเฉื่อย เพื่อดูว่าแรงเฉื่อยในตอนที่มีการเร่งเครื่องและตอนเหยียบเบรกเพื่อชะลอรถ มีผลต่อความปลอดภัยของแบตเตอรี่หรือไม่
              วิธีการทดสอบ คือ นำแบตเตอรี่แพ็คไปวางบนเครื่อง โดยเครื่องสามารถให้อัตราเร่งทั้ง 2 แกน คือ แนวยาวและแนวขวางของตัวรถ และสามารถชะลอความเร็วลง  เริ่มแรกให้เครื่องปล่อยแบตเตอรี่ในอัตราเร่งขึ้นไปถึง            จุดหนึ่งแล้วก็ชะลอความเร็ว เป็นการจำลองช่วงก่อนที่รถจะเกิดการชน

         เงื่อนไขอัตราเร่งและการชะลอให้ทดสอบตามตาราง

              ผลลัพธ์การทดสอบแบตเตอรี่ ถ้าไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ การแตกร้าวที่ตัวแบตเตอรี่ การระเบิด การไฟไหม้ และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         5. Fire resistance test คือ การทดสอบการสัมผัสกับเปลวไฟ เพราะบางครั้งที่เกิดการชน  ทำให้มีการช็อต     จนเกิดไฟลุกไหม้ แล้วเปลวไฟมาโดนแบตเตอรี่แพ็ค ตัวแบตเตอรี่จะต้องสามารถทนความร้อนได้ในระดับนึง เพื่อให้คนสามารถหนีออกจากรถได้ทัน

              วิธีการทดสอบมี 4 ขั้นตอน เรียงลำดับตามนี้

              5.1 Pre-heating คือ เอาแบตเตอรี่มาวางไว้บน rack แล้ว ก็มีถาดที่จุดน้ำมันใส่น้ำมันและจุดไฟไว้ห่างกัน       3 เมตร เพื่ออุ่นก่อน

              5.2 Direct exposure คือ เอาถาดที่มีเปลวไฟเนี่ยไปอยู่ใต้ตัวแบตเตอรี่ให้โดนเปลวไฟโดยตรงเป็นเวลา         70 วินาที

              5.3 Indirect exposure เอาตะแกรงมาครอบถาดไฟเพื่อการกรอง เป็นการทดสอบการไม่โดนไฟโดยตรง ทดสอบใช้เวลา 60 วินาที

              5.4 หลังจากนั้นนำถาดไฟออกทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชม. ให้แบตเตอรี่เย็นลงถึงประมาณ 45 °c ถ้าไม่เกิด        การระเบิด จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         การทดสอบทั้ง 5 หัวข้อที่ผ่านมาจะเป็นการทดสอบเชิงโครงสร้างของแบตเตอรี่ ในส่วนการทดสอบหัวข้อที่         6 – 9 จะเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทั้งหมด

         6. External short circuit protection คือ การทดสอบการลัดวงจรภายนอก เช่น กรณีที่หนูมากัดสายไฟ

              วิธีการทดสอบ นำแบตเตอรี่แพ็ตมาต่อกับเครื่องทดสอบ 

              ผลลัพท์การทดสอบ แบตเตอรี่จะต้องมีการตัดระบบการทำงาน หรือ จำกัดการปล่อยประจุออกมาในขณะที่ไฟฟ้าลัดวงจร และเมื่อทิ้งไว้ให้แบตเตอรี่มีอุณหภูมิที่คงที่ประมาณ 1 ชม. ถ้าไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์          การเกิดไฟไหม้ การระเบิด และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         7. Overcharge protection คือ การทดสอบระบบป้องกันการชาร์จไฟเกิน

              วิธีการทดสอบ จะทำการชาร์จแบตเตอรี่โดยปล่อยประจุไฟฟ้าเข้าไปในอัตรา 1/3C ของแบตเตอรี่
              ซึ่ง ค่า C คือ ค่ากระแส หรือ กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่แบตเตอรี่จะถูกเก็บประจุ (Charge) และ คายประจุ (Discharge)

              ผลลัพธ์การทดสอบ เมื่อชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มแล้ว ระบบในแบตเตอรี่จะต้องทำการตัดหรือจำกัดการให้ไฟฟ้าเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ หรือถ้าไม่มีระบบฟังก์ชันนี้ จะต้องดูว่าเมื่อชาร์จไฟฟ้าเข้าไปจนถึง 2 เท่าของความจุของแบตเตอรี่ และตัวแบตเตอรี่ ไม่มีการเกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ การแตกร้าวที่ตัวแบตเตอรี่ การระเบิด            การไฟไหม้ และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         8. Over-discharge protection คือ การทดสอบระบบป้องกันการคายประจุเกิน 

              วิธีการทดสอบ  ให้ปล่อยไฟฟ้าออกจากแบตเตอรี่ในอัตรา 1/3C ของแบตเตอรี่ จากนั้นดูว่าระบบจะทำ        การตัดหรือจำกัดการปล่อยไฟฟ้าหรือไม่ เช่น ในกรณีที่มีการเหยียบเร่งตัวรถให้ขึ้นทางลาดชัน หรือเหยียบเร่งความเร็วสูงเป็นเวลานาน ที่จะต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

             ผลลัพธ์การทดสอบ ระบบในแบตเตอรี่จะต้องมีการตัดการทำงานหรือจำกัดการจ่ายไฟฟ้าให้ออกมาในปริมาณน้อย เพื่อรักษาอุปกรณ์ไม่ให้เกิดการเสียหาย แต่ถ้าไม่มีฟังก์ชันนี้จะให้แบตเตอรี่คายประจุไฟฟ้าออกมา        จนถึงร้อยละ 25 ของแรงดันไฟฟ้าจะถือว่าค่าปกติ และไม่มีการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์ ไม่มีการระเบิด การแตกร้าว และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

         9. Over-temperature protection คือ การทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์กับความร้อนที่สูงเกินไปขณะทำงาน
              วิธีการทดสอบ จะทำการทดสอบแบตเตอรี่ด้วยการชาร์จประจุไฟฟ้าในปริมาณมาก หรือ คายประจุไฟฟ้า      เร็ว ๆ แล้วดูว่าตัวแบตเตอรี่สามารถทนความร้อนได้ถึงระดับเท่าไร ระบบควบคุมตัดความร้อนหรือไม่

 

              ผลลัพธ์การทดสอบ ถ้าระบบมีการตัด ก็จะทิ้งแบตเตอรี่ให้อุณหภูมิคงที่ประมาณ 2 ชม. และไม่มีการรั่วไหล     ของอิเล็กโทรไลต์ ไม่มีการระเบิด การแตกร้าว และค่าความต้านทานฉนวนไม่น้อยกว่า 100 โอห์ม/โวลต์ จะถือว่าผ่านเกณฑ์การทดสอบ

ผู้ที่จะต้องเข้าร่วมการทดสอบ

         1. ค่ายรถยนต์ที่จะมาผลิตในประเทศไทย เนื่องจากว่าค่ายรถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการ EV ในปีนี้จะต้องเตรียมไลน์การผลิตสำหรับการเริ่มผลิตรถไฟฟ้าในปี 2567 ตามเงื่อนไข จะต้องเข้าทดสอบ  เพื่อสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับ    รถยนต์ไฟฟ้าและบริการ

         2. ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบตเตอรี่ทั้งแบบโมดูลและแบบแบตเตอรี่แพ็ค เป็นปัจจัยที่สำคัญ แม้ว่าแบตเตอรี่ที่นำมาจำหน่ายอาจมีการทดสอบจากต่างประเทศ ต้องมาอ้างอิงมาตรฐานที่กล่าวไว้จึงจะสามารถนำมาจำหน่ายได้

         3. โรงงานประกอบแบตเตอรี่

         เป็นการตรวจสอบที่ยาก เนื่องจากมีผู้ที่สั่งซื้อแบตเตอรี่มือสองและนำมาแพ็คเอง ซึ่งไม่ได้มาตรฐานอาจจะเกิดปัญหาการระเบิดและไฟไหม้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ที่มีความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

         สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทางสถาบันยานยนต์ ศูนย์ทดสอบแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่เป็นผู้ให้ข้อมูลเรื่องของการทดสอบแบตเตอรี่ ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่พฤศจิกายนปี 2565 และถ้าต้องการเห็นภาพขั้นตอนการทดสอบแบตเตอรี่ที่ชัดเจนมากขึ้น สามารถดูได้จากคลิปด้านล่างนี้ได้เลย

Share

FOLLOW US


WELLDONE GUARANTEE

452 Pecthkraseam Rd. Laksong Bangkhae, Bangkok 10160
Email : welldone.guarantee@gmail.com Tel. 0889415944

Copyright © 2022 EV GUARANTEE All rights reserved.